Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - kaidee20

Pages: [1] 2 3 ... 37
1
PropertyScout (พร็อพเพอร์ตี้สเก๊าท์) startup อสังหาริมทรัพย์ไทยรุ่นใหม่ไฟแรง ที่ระดมเงินลงทุนพุ่งทะยานไปกว่า 2.5 ล้านดอลลาร์ (82 ล้านบาท) ในรอบการลงทุน Pre Series A

PropertyScout (https://propertyscout.co.th/), บริษัท startup ด้านเทคโนโลยีพร็อพเทค ที่กำลังสร้างตลาดสำหรับการซื้อ เช่า และขายบ้านในกรุงเทพฯ ได้ประกาศระดมทุนจากผู้ลงทุนในรอบ Pre-Series A ไปกว่า 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 82 ล้านบาท นับว่าเป็นยอดที่สูงมากสำหรับธุรกิจ Startup โดยมี Hustle Fund หรือที่รู้จักกันดีในนามกองทุน VC ซึ่งมีพอร์ทการลงทุนกับ Startup ทั้งในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Hustle Fund เข้าร่วมโดยนักลงทุนที่เป็นที่รู้จักกันในด้านเทคโนโลยีพร็อพเทคหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น

Simon Baker อดีต CEO ของ REA
Marc Stilke อดีต CEO ของ Immobilien Scout24
Brian Ma ผู้ก่อตั้ง Divvy Homes ผ่านโปรแกรมเร่งความเร็ว Iterative ที่โด่งดังของเขา
รวมทั้งนักลงทุนสถาบัน AngelCentral, Swiss Founders Fund และ Asymmetry VC พร้อมด้วยนักลงทุน angel ที่ได้มาเข้าร่วมอีกครั้งจากรอบ Seed
ฃนอกจากนี้ยังมีนักลงทุนที่มีชื่อเสียงอีกมากมาย ดังนี้ Tim Marbach (Asia Venture Group), Jakob Angele (Foodpanda), Ross Veitch (Wego), JJ Chai (Rainforest, ex Carousell, ex AirBnB), Zenos Schmickrath (ผู้ก่อตั้ง SEA, ex HMlet), Kiren Tanna (Una Brands, ex Rocket Internet) อมฤต เจริญพันธ์ และ โกกุล ราชาราม (DoorDash)

PropertyScout คือ Startup ที่กำลังสร้างตลาดลงทุนในกรุงเทพฯ โดยมุ่งสร้างธุรกรรมด้านอสังหาริมทรัพย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มที่เชื่อถือได้ เพื่อช่วยลดความยุ่งยากและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเช่า การซื้อและการขายบ้าน โดยจากที่ผ่านมาได้รับการตอบรับอย่างดีจากหลายฝ่าย

และไม่น่าเชื่อว่าท่ามกลางภาวะตกต่ำของตลาดอสังหาฯ ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 นี้ แต่ PropertyScout ยังสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาด สำหรับการให้เช่าที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ โดยใช้เวลาเพียง 18 เดือนเท่านั้น ซึ่งเติบโตขึ้นกว่า 15 เท่า เมื่อเทียบจากไตรมาสแรกของปีที่แล้ว จนทำให้ปัจจุบัน PropertyScout กลายเป็นตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการอยู่อาศัยชั้นนำที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ สำหรับพอร์ตการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ที่มีการปรับปรุงระบบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการให้บริการในกรุงเทพฯ พร้อมมอบประสบการณ์การบริการที่โดดเด่นและดีที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ เช่า และขายอสังหาริมทรัพย์ สามารถเชื่อมการติดต่อระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขาย และหุ้นส่วนนายหน้า ซึ่ง PropertyScout มีพาร์ตเนอร์มากกว่า 300 ราย ทั้งนายหน้าและที่ปรึกษาด้านทรัพย์สินภายในของบริษัท โดยใช้งานผ่านแพลตฟอร์ม PropertyScout ที่ได้รับการปรับปรุงอยู่เสมอ ด้วยเครื่องมือ กระบวนการและข้อมูลเชิงลึกที่เหมาะสม ซึ่งส่วนนี้จะช่วยให้ผู้ซื้อ ผู้เช่า และเจ้าของอสังหาฯได้รับประสบการณ์ด้านบริการที่ตอบโจทย์และผลลัพธ์ที่ตรงตามความต้องการแบบไม่สามารถหาจากที่ไหนได้

คุณมารีโอ เปง (Mario Peng) ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร (CEO) และเป็นผู้ก่อตั้ง PropertyScout ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของทางบริษัทว่า "เป้าหมายของเราคือการซื้อ เช่า หรือขายบ้านที่น่าเชื่อถือและเข้าถึงได้ ซึ่งเราวางแผนที่จะใช้เงินทุนเพื่อปรับปรุงแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท และขยายไปสู่การขายอสังหาริมทรัพย์ เมื่อแพลตฟอร์มและกระบวนการได้รับการปรับปรุงอย่างเหมาะสม และผ่านการตรวจสอบในประเทศไทยแล้ว เราจะสามารถขยายไปสู่ตลาดอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างรวดเร็ว" คุณมารีโอ เปง ซึ่งเคยเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและขายแพลตฟอร์มการเดินทางออนไลน์ที่ตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ กล่าว เขามีประสบการณ์การทำงานในด้านสถาบันการเงินและไพรเวทอิควิตี้อีกด้วย ซึ่ง PropertyScout มีผู้ร่วมก่อตั้งอีก 2 ท่าน ได้แก่ ดร. มาร์โค บาร์ท (COO, อดีต ImmobilienScout24 และอดีต McKinsey) และ Salita Kamnerdsiri (CSO, ผู้ประกอบการต่อเนื่อง)

สำหรับดร. มาร์โค บาร์ท หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ด้านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี การจัดการอุปทาน และการวิเคราะห์ธุรกิจ ได้กล่าวถึง PropertyScout ไว้ดังนี้ "นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเป็นหัวใจสำคัญของ PropertyScout เราได้สร้าง Stack Technology ที่เป็นกรรมสิทธิ์เพื่อให้เราสามารถให้บริการผู้ค้นหาทรัพย์สินและเจ้าของบ้านหลายพันรายอย่างมืออาชีพในทุกเดือน อีกทั้งเราวางแผนที่จะขยายผลิตภัณฑ์และทีมเทคโนโลยีของเราเป็นสองเท่าในเดือนหน้า พร้อมทั้งขยายการใช้งาน AI ในแพลตฟอร์มของเราเพื่อประโยชน์ของผู้ใช้และพันธมิตรของเรา พร้อมตั้งเป้าที่จะเป็นแบรนด์ชั้นนำของผู้ประกอบการด้าน Proptech ในปี 2565"

อีกทั้งคุณสลิตา กำเนิดศิริ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการขายและบริการลูกค้า (CSO) ได้เน้นย้ำถึงแผนการเติบโตของ PropertyScout สำหรับอนาคตอันใกล้นี้ ไว้ว่า "จนถึงตอนนี้ PropertyScout ได้มุ่งเน้นที่การปรับกระบวนการเช่าให้เหมาะสม เพื่อมอบบริการที่โดดเด่นแก่ผู้เช่า เจ้าของบ้าน และหุ้นส่วนนายหน้าของเรา และตอนนี้ถึงเวลาที่เหมาะสมแล้ว ที่จะใช้แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดและเทคโนโลยีที่สามารถช่วยให้เราขยายธุรกิจการเช่าให้ถูกหลักมาตรฐานในการขายอสังหาริมทรัพย์"

ซึ่งตอนนี้ทางบริษัทกำลังวางแผนการระดมทุนรอบ Series A เพื่อขยายขอบเขตทางภูมิศาสตร์ต่อไป

2

เล่นอีกหลายปี!โรนัลโด้ยันยังฮึกเหิมกับการเล่นฟุต.

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แข้งซูเปอร์สตาร์ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ประกาศชัด ยังมีความฮึกเหิมกับการเล่นฟุต.อย่างเต็มที่ โดยเชื่อว่าถ้าดูแลสภาพร่างกายได้ดีแล้วนั้นมันก็จะช่วยทำให้สามารถค้าแข้งได้เป็นเวลานาน ต่อให้จะอายุมากแล้วก็ตาม
    คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวเตะคนดังของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยืนยันว่าตอนนี้ตนยังมีอารมณ์ร่วมกับเกมลูกหนังอย่างเต็มเปี่ยม

    ปัจจุบัน โรนัลโด้ มีอายุ 36 ปีเข้าไปแล้ว ซึ่งสำหรับนักฟุต.ส่วนใหญ่นั้นนี่ถือเป็นช่วงวัยที่แขวนสตั๊ดไปแล้ว หรือไม่ก็ใกล้ที่จะเลิกเล่นฟุต.อาชีพ จนทำให้หลายคนตั้งประเด็นกันด้วยว่า โรนัลโด้ จะเล่นได้อีกกี่ปี

    แข้งชาวโปรตุกีสเผยระหว่างรับรางวัลจากพิธีมอบรางวัลของสหพันธ์ฟุต.นานาชาติ (ฟีฟ่า) ว่า 'ผมยังมีอารมณ์ร่วมให้กับเกมฟุต.อย่างมาก ผมไม่ได้สนใจแค่ในการทำประตูเท่านั้น สิ่งที่สำคัญคือการทำให้ผมเองรู้สึกสนุก เพราะผมเล่นฟุต.มาตั้งแต่ตอนที่อายุแค่ 5 ขวบหรือ 6 ขวบ ผมยังสนุกกับมันและมีแรงกระตุ้นให้กับมันเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมได้ลงไปเล่นในสนาม ขนาดตอนลงไปซ้อมผมยังมีความรู้สึกแบบนั้นเลย ถึงแม้ผมจะกำลังมีอายุ 37 ปีในเร็วๆ นี้ แต่ผมก็ยังรู้สึกดีและรู้สึกมีแรงฮึกเหิมอยู่'

    'ผมทำงานอย่างหนักอยู่เสมอมาตั้งแต่ตอนที่อายุ 18 ปี ทุกวันนี้ผมยังทำแบบนั้นอยู่ ผมรักเกมฟุต. ผมยังมีอารมณ์ร่วมให้กับมันและอยากเล่นต่อไป หลายคนเคยถามผมว่าผมจะเล่นต่อไปอีกกี่ปี และผมก็เคยบอกว่าผมหวังที่จะเล่นอีกสัก 4 หรือ 5 ปี สิ่งที่สำคัญคือเรื่องสภาพจิตใจ เพราะผมคิดว่าถ้าคุณดูแลร่างกายของตัวเองได้ดีแล้วน่ะมันก็จะพร้อมช่วยคุณเพื่อเป็นการตอบแทนคุณอยู่เสมอเมื่อคุณต้องการมัน ดังนั้นผมเลยดูแลร่างกายของตัวเองให้ดีอยู่ตลอด'

3

ฟิทช์ โซลูชันส์เปิดเผยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีนยังคงมีแนวโน้มที่ตึงเครียด ซึ่งจะส่งผลให้จีนเดินหน้ากระจายการนำเข้าสินค้าเกษตร และอาจทำให้ส่วนแบ่งตลาดสินค้าเกษตรในจีนลดต่ำลง

ทั้งนี้ ฟิทช์ โซลูชันส์คาดการณ์ว่า จีนอาจจะลดการซื้อถั่วเหลืองและสินค้าเกษตรประเภทอื่น ๆ จากสหรัฐ ในขณะที่สถานการณ์การเมืองระหว่างสองประเทศยังคงตึงเครียด โดยคาดว่าบราซิลจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ชนะในเกมการค้าครั้งนี้ ซึ่งปัจจุบันบราซิลมีส่วนแบ่งตลาดสินค้าเกษตรในจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีก โดยสินค้าเกษตรดังกล่าวได้แก่ เนื้อวัวและฝ้าย

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า แม้จีนซื้อสินค้าเกษตรจำนวนมากจากสหรัฐในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้อตกลงการค้าที่ลงนามร่วมกันในเดือนมี.ค. 2563 แต่ความสัมพันธ์ของสองชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจกลับถดถอยลง โดยส่วนใหญ่เป็นความขัดแย้งในประเด็นฮ่องกง, ไต้หวัน, สิทธิมนุษยชน, ต้นตอการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และอีกหลายประเด็น

นอกจากนี้ ฟิทช์ โซลูชันส์ยังได้ระบุถึงประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสินค้าเกษตรในปี 2565 ซึ่งรวมถึงต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและปัญหาห่วงโซ่อุปทาน โดยฟิทช์ระบุว่า ความสัมพันธ์อันตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีนได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อระบบโลจิสติกส์ เนื่องจากข้อพิพาทที่รุนแรงขึ้นจะส่งผลให้เส้นทางการค้าสะดุดลง

 

4
 สายน้ำมันรถ ทนแรงดัน

คลิกที่รูปภาพเพื่อซื้อสินค้า
5x8


 สายน้ำมันรถ ทนแรงดัน

กรองเบนซินตัวใหญ่ ไส้กรองเบนซิน กรองน้ำมันตัวใหญ่
- สำหรับมอเตอร์ไซค์ทุกรุ่น
- ตัวใหญ่พิเศษ เพื่อให้น้ำมันไหลผ่านได้อย่างสะดวก ไม่ติดขัด
- กระดาษกรองข้างใน สามารถเก็บกักฝุ่นแล้วก็เศษฝุ่นละอองได้เป็นอย่างดี
- ปริมาตรในถังกรอง กว้างxยาว 4x5 เซนติเมตร
- พลาสติกภายนอกสีขาวขุ่น แต่ว่าสามารถเห็นระดับการไหลของน้ำมันได้
- หลังจัดตั้งควรรัดสายน้ำมันและกรองเบนซินให้แน่นหนา เพื่อคุ้มครองปกป้องไอน้ำมันกัดกร่อนสายน้ำมันให้กรอบแตกได้
#กรองเบนซิน #ไส้กรองเบนซิน #กรองบินสิน #กรองเบนซินตัวใหญ่

คลิกที่ข้อความเพื่อซื้อสินค้า

สายรถหัวฉีด

5
ศูนย์วิจัย SPALI คาดตลาดที่อยู่อาศัยปี 65 ฟื้นใกล้เคียงก่อนเกิดโควิด แต่ยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงฉุดกำลังซื้อ

ศูนย์วิจัยบมจ.ศุภาลัย (SPALI) คาดว่าตลาดที่อยู่อาศัยยังคงเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจของไทยที่แม้ว่าในปี 65 จะคาดการณ์ว่าการเติบโตจะดีขึ้นเล็กน้อยในอัตราราว 3% ตามการกลับมาเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยว และการกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง แต่กิจการท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่ก่อนการแพร่ระบาดโควิด-19 นั้นยังคงหายไป คาดว่าหายไปราว 3/4 ส่วนจากสถานการณ์ปกติ จะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อไม่สามารถกลับสู่ค่าเฉลี่ยได้ในระยะสั้น นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่ไม่อาจสูงขึ้นต่อไปอีกในปี 65 หรือแม้แต่ลดลง ก็ยังเป็นแรงกดดันในทางลบต่อภาคการค้าระหว่างประเทศ แม้ว่าการส่งออกจะยังคงดีอยู่ก็ตาม ปัจจัยข้างต้นจะส่งผลกระทบต่อไปเป็นสัดส่วนต่อกำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัย

ภายใต้ข้อสมติฐานที่ว่า GDP ในปี 65 จะมีอัตราการเจริญเติบโต 3% และไม่มีการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ จึงพยากรณ์ได้ว่าอัตราการขายของตลาดจะสามารถกลับมาอยู่ที่ระดับ 34% ซึ่งต่ำกว่าปี 61 แต่สูงกว่าปี 62 หรือปีก่อนการระบาดของโควิด-19 เล็กน้อย อย่างไรก็ตามจากข้อมูลในอดีตแสดงให้เห็นว่าอุปทานส่วนเพิ่มในแต่ละปี ตั้งแต่ปี 2555-2562 จะอยู่ในช่วงประมาณ 110,000-130,000 หน่วย/ปี แต่ในภาวะเช่นปี 65 คาดว่าอุปทานน่าจะอยู่ในช่วง 90,000-100,000 หน่วย โดยจากการประมาณการจากแบบจำลอง สามารถบ่งบอกได้ว่าภาวการณ์ขายมีความเป็นไปได้ในระดับกลางที่จะกลับมาที่ 100,000 หน่วยได้อีกครั้ง หรืออีกนัยหนึ่งคือ ภาวะตลาดมีแนวโน้มที่จะกลับไปสู่ปี 62 หรือปีก่อนการเกิดโควิด-19

ขณะที่รายงานตลาดที่อยู่อาศัยในช่วงครึ่งแรกของปี 64 ชี้ว่าภาวะการขายขยายตัวเล็กน้อยจากปี 63 เนื่องมาจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ยังคงอยู่และทวีความรุณแรงกว่าปีก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัดตามตัวเลขผู้ติดเชื่อใหม่ แม้ว่าสถานการณ์จะมีความคล้ายคลึงกันจากการบังคับใช้มาตการล๊อคดาวน์เป็นระยะเวลา 1 ไตรมาสเท่ากัน แต่การแพร่ระบาดระลอกใหม่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่สาม ทำให้การฟื้นตัวของธุรกิจที่อยู่อาศัยต้องถูกเลื่อนออกไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังอาจไม่แน่ชัด เมื่อพิจารณาสถานการณ์ที่เริ่มคลี่คลายตัวจากการที่ประเทศไทยสามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มมากขึ้น การเปิดประเทศและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นจาก ปีที่ผ่านมา สอดคล้องกับผลผลิตมวลรวมที่ขยายตัวกว่าปี 63 โดยเปรียบเทียบ ความเป็นไปได้ที่ผู้ประกอบการคุ้ยเคยกับสภาพตลาดและปรับตัวมากขึ้น ถือได้ว่าเป็นสัญญานในทิศทางบวกต่อการฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัย

การบังคับใช้มาตรการป้องกันสถานการณ์การแพร่ระบาดจากภาครัฐ การปิดห้างร้านและจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายประเภทโดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและที่เกี่ยวเนื่อง เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ในปี 64 อุปสงค์โดยรวมในตลาดที่อยู่อาศัยยังไม่กลับเข้ามาในตลาด การปรับตัวของผู้ประกอบการที่ต่างชะลอการเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่องในห้วงสองปีที่ผ่านมา จึงทำให้อุปทานในตลาดเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย คาดการณ์ว่ายอดขายที่อยู่อาศัยรวมในปี 64 น่าจะอยู่ในระดับที่ประมาณ 76,000 หน่วย

ภาวการณ์ขายของสินค้ารายประเภท อาจกล่าวได้ว่าสูงขึ้นสำหรับบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ แต่กลุ่มอาคารชุดไม่มีทิศทางที่ชัดเจน สินค้าประเภทบ้านเดี่ยวเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับที่อยู่อาศัยทุกประเภท คาดการณ์ว่ายอดขายได้ในปี 64 จะอยู่ที่ระดับประมาณ 11,000 หน่วย เป็นที่สังเกตได้ว่ายอดขายของบ้านเดี่ยวนั้นมียอดขายได้ทรงตัวแม้อยู่ในช่วงวิกฤติ แสดงถึงความต้องการที่อยู่อาศัยจริงที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องจากกลุ่มที่มีกำลังซื้อในระดับกลางกึ่งบน เมื่อพิจารณาระดับราคาที่ของที่อยู่อาศัยที่ขายได้แล้ว พบว่ากลุ่มทาวน์เฮาส์กลับขายได้เพิ่มขึ้นทุกระดับราคา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกเนื่องจากผู้ซื้อในกลุ่มนี้ควรจะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจากการถูกปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงิน คาดการณ์ว่ายอดขายในปีนี้สำหรับที่อยู่อาศัยประเภททาวน์เฮาส์จะอยู่ที่ประมาณ 28,000 หน่วย เมื่อเทียบกับ ปี 63 ที่ประมาณ 20,000 หน่วย

ในส่วนสินค้าประเภทอาคารชุดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยยอดขายได้ของอาคารชุดในปี 63 ถดถอยเหลือประมาณครึ่งหนึ่งจากสภาวะปกติ การประกาศใช้มาตรการ LTV ในช่วงต้นปี 62 ทำให้อุปสงค์เริ่มชะลอตัวอยู่ก่อนแล้ว จำนวนหน่วยขายของอาคารชุดในปีนี้จึงคาดว่าจะยังทรงตัว โดยในปี 64 ประมาณการยอดขายได้ที่ระดับประมาณ 28,000 หน่วย จากการชะลอเปิดตัวโครงการใหม่ที่คาดว่าจะเริ่มกลับเข้ามาเติมอุปทานในตลาดอีกครั้งตั้งแต่ปี 65 เป็นต้นไป และการผ่อนคลายมาตการจำกัดการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ทำให้ยังคงมีความเป็นไปได้ในด้านต่ำที่ยอดขายอาคารชุดจะเติบโตได้เทียบเคียงกับสภาวะก่อนเกิดวิกฤติ หรือราว 50,000 หน่วย

6
aCommerce Group จับมือเป็นพันธมิตรรายแรกกับ Shopify Plus ในไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

aCommerce ผู้นำด้านการให้บริการและระบบเพื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศความร่วมมือเป็นพันธมิตรรายแรกของ Shopify Plus ในประเทศไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เพื่อให้การสนับสนุนผู้ประกอบการในอาเซียนเพื่อการสร้างธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่มีความน่าเชื่อถือ มีความยืดหยุ่น ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว และสามารถสร้างมาตรวัดทางธุรกิจได้ โดยจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเชื่อมโยงสู่ผู้บริโภคผ่านช่องทางการจำหน่ายได้โดยตรง ซึ่งรวดเร็วกว่าการอาศัยแพลตฟอร์มเพื่อธุรกิจอื่น ๆ

Shopify Plus คือผู้นำเสนอแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์เทรนด์ในตลาดและคุ้มค่าต่อการลงทุน ช่วยให้แบรนด์ต่าง ๆ สามารถดำเนินกลยุทธ์ธุรกิจค้าปลีกโดยตรงสู่ผู้บริโภค (D2C: Direct-To-Consumer Retail) โดย aCommerce จะใช้ชุดผลิตภัณฑ์ระดับเวิลด์คลาส ความสามารถในการขยายขนาดธุรกิจ และการสนับสนุนของทีมงาน Shopify Plus เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้ประกอบการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกำลังทวีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในทุกวันนี้

aCommerce ผู้ให้บริการและระบบอีคอมเมิร์ซแบบครบวงจร เชื่อมั่นว่าการจับมือเป็นพันธมิตรกันครั้งนี้จะมอบประสบการณ์ที่ดีกว่าทั้งสำหรับผู้ประกอบการและลูกค้าที่ซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ โดย aCommerce จะผสานองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญโดยที่ครอบคลุมทางตลาด ความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนา และขีดความสามารถในการบริหารช่องทางการจัดจำหน่าย เข้ากับระบบอัตโนมัติอันทรงประสิทธิภาพ เครื่องมือส่งเสริมการขาย และการเชื่อมต่อเว็บไซต์ผ่าน API จาก Shopify Plus เพื่อมอบสิ่งที่แบรนด์ต่าง ๆ จำเป็นในการเสริมสร้างศักยภาพของช่องทางธุรกิจแบบ D2C

ทอม ศรีวรกุล Group Head Of Business Development at aCommerce กล่าวว่า "เรารู้สึกยินดีที่ได้ร่วมมือเป็นพันธมิตรกับ Shopify Plus ซึ่งเป็นโซลูชันหลักของแบรนด์ในภูมิภาคที่ต้องการขยายช่องทางการจำหน่ายให้ครอบคลุม การใช้แผนธุรกิจ การขายสินค้าแบบปลีกผ่านช่องทางการขายเฉพาะที่เป็นของแบรนด์เอง (Direct To Consumer) จะช่วยให้แบรนด์สามารถควบคุมระดับการมีส่วนร่วมของลูกค้า การจัดโปรแกรมสมนาคุณ การเพิ่มผลกำไรส่วนต่าง และกรรมสิทธิ์ในข้อมูลทั้งหมด โดยลูกค้าของ aCommerce ที่เพิ่มช่องทาง Direct To Consumer ในพื้นที่ขายแบบ Marketplace และ Social Commerce ของแบรนด์ก็จะได้รับประโยชน์จากการมองเห็นการแสดงผลภาพรวมของช่องทางการจำหน่ายทั้งหมดได้ในครั้งเดียว ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการบริหารสินค้า การตลาด และห่วงโซ่อุปทาน ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด"

"Shopify Plus มอบแพลตฟอร์มอันทรงประสิทธิภาพที่ปรับขยายการดำเนินงานได้ ซึ่งสามารถส่งเสริมธุรกิจทุกประเภท นับตั้งแต่ผู้ประกอบการแบบค้าปลีกผ่านช่องทางการขายเฉพาะที่เป็นของแบรนด์เอง (Direct To Consumer) ไปจนถึงผู้ประกอบการชื่อดังและบริษัทในรายชื่อ Fortune 500 ที่ขายสินค้าแก่ผู้บริโภคโดยตรง" นีล บาตต์ Head of Partnerships, SEA, Shopify Plus กล่าว "เรามั่นใจว่า aCommerce จะสามารถช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการในประเทศไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ให้สามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือทั้งหมดของ Shopify Plus เพื่อเสริมสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ"

7

หนังสือพิมพ์เทเลกราฟรายงานเมื่อวันอาทิตย์ (16 ม.ค.) ว่า อังกฤษกำลังผลักดันแผนที่กำหนดให้ประชาชนไม่จำเป็นต้องกักตัวหลังติดเชื้อโควิด-19

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ผู้นำอังกฤษต้องการยกเลิกกฎหมายฉุกเฉินด้านการควบคุมโควิด-19 แบบถาวร เนื่องจากยอดผู้ติดเชื้อโควิดของอังกฤษลดลงอย่างต่อเนื่อง และถึงแม้ทางการจะยังคงให้คำแนะนำต่อไป แต่จะไม่มีการสั่งปรับหรือการลงโทษทางกฎหมายหากประชาชนไม่ปฏิบัติตาม

รัฐบาลอังกฤษจะเดินหน้าพัฒนาแผนการดังกล่าวในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า และคาดการณ์ว่าจะประกาศให้สาธารณะชนรับทราบในช่วงฤดูใบไม้ผลิเป็นอย่างเร็ว

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา นายซาจิด จาวิด รัฐมนตรีสาธารณสุขอังกฤษได้ออกมาเผยว่า อังกฤษจะลดเวลากักตัวจากเดิม 7 วัน เหลือเพียง 5 วันสำหรับบุคคลที่ติดเชื้อโควิด-19 หากผลตรวจโควิด-19 เป็นลบ 2 ครั้ง

นอกจากนี้ นายกฯจอห์นสันยังวางแผนยกเลิกมาตรการควบคุมโควิด-19 ที่มีชื่อว่า "Plan B" ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อชะลอการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอมิครอน

9


อลิอันซ์ อยุธยา ยืนหนึ่งดูแลลูกค้าในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ประกาศเดินหน้าต่อมาตรการช่วยเหลือลูกค้า ครอบคลุมการคุ้มครองการแพ้วัคซีน และลดระยะเวลารอคอยการให้บริการสำหรับลูกค้าใหม่ พร้อมเปิดตัวเลขจ่ายประกันสุขภาพการรักษาพยาบาลและเสียชีวิตจากเชื้อโควิด-19 ไปแล้วกว่า 17,700 เคส ยอดเคลมกว่า 900 ล้านบาท

นางสาวพัชรา ทวีชัยวัฒนะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารงานลูกค้า บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังคงอยู่และยังมีความไม่แน่นอนว่าจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น  อลิอันซ์  อยุธยา พร้อมที่จะเดินหน้าดูแลลูกค้า คุ้มครองการรักษาเป็นผู้ป่วยใน ทั้งในโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม และหอผู้ป่วยเฉพาะกิจ (hospitel) ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ และการให้บริการที่สะดวกรวดเร็ว เราจึงขยายมาตรการช่วยเหลือพิเศษเพื่อให้ครอบคลุมกับความต้องการของลูกค้าดังนี้

ให้ความคุ้มครองกรณีมีอาการแพ้จากการฉีดวัคซีน สำหรับลูกค้าที่มีสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองสุขภาพ ภายหลังจากฉีดวัคซีนแล้ว ไม่เกิน 60 วัน โดยมีอาการแพ้ หรือ ได้รับผลกระทบข้างเคียง และมีความจำเป็นทางการแพทย์ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหรือคลินิก ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-30 มิ.ย.65 และเป็นวัคซีนที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทย เท่านั้น
ลดระยะเวลารอคอยให้ลูกค้าได้รับความคุ้มครองเร็วขึ้น กรณีที่ลูกค้ามีการซื้อสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองสุขภาพฉบับใหม่ โดย ลดระยะเวลารอคอยการเข้ารับการรักษาด้วยโรคโควิด-19 จาก 30 วันเป็น 14 วัน และสามารถใช้บริการเคลมแบบที่ลูกค้าไม่ต้องสำรองจ่ายออกไปก่อน (แฟกซ์เคลม) จากเดิม ที่จะใช้สิทธิ์ได้ต้องรอ 90 วัน ลดเหลือเพียง 30 วันก็สามารถเคลมแบบไม่ต้องสำรองจ่ายได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของรพ.คู่สัญญา และ เงื่อนไขกรมธรรม์ด้วย
สำหรับสถานการณ์การเคลมด้วยโรคโควิด-19 นี้ ตั้งแต่ต้นปี 2564 จนถึงปัจจุบัน บริษัทได้จ่ายเคลมรวมไปแล้วกว่า 17,700 เคส เป็นเงินรวมกว่า 900 ล้านบาท โดยประมาณ 16,200 เคส เป็นค่ารักษาพยาบาลการเจ็บป่วยจากโควิด-19 และประมาณ 1,200 เคส เป็นการชดเชยจากการแพ้วัคซีน และ ประมาณ 300 เคส มาจากการเสียชีวิต

"ไม่ว่าสถานการณ์จะไม่แน่นอนเพียงใด อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จะอยู่เคียงข้างลูกค้า พร้อมที่จะให้ความคุ้มครองตามคำมั่นสัญญาของเราเพื่อคุ้มครองลูกค้าทุกเงื่อนไขชีวิต" นางสาวพัชรา กล่าวทิ้งท้าย

11
'ไมโครไฟเบอร์' เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 'MicroWhite' ไร้สารฟอร์มาลดีไฮด์

นางสาวศิรินทรา จิตตราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครไฟเบอร์อุตสาหกรรม จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายฉนวนใยแก้วเจ้าแรกในอาเซียน กล่าวว่า ไมโครไฟเบอร์อุตสาหกรรม ผลิตฉนวนใยแก้วให้แก่ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศมาอย่างยาวนาน มองเห็นโอกาสต่อยอดความคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เทียบเท่าสากล โดยนำแนวคิดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ในแถบยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น ที่มีการปรับกฎระเบียบเกี่ยวกับการควบคุมสารฟอร์มาลดีไฮด์ในวัสดุก่อสร้างต่างๆ และเริ่มมีการใช้ฉนวนใยขาวเข้ามาทดแทนฉนวนใยแก้วกันมากขึ้น ไมโครไฟเบอร์อุตสาหกรรม จึงได้คิดค้นฉนวนใยแก้วสูตรพิเศษ ปลอดสารฟอร์มาลดีไฮด์เพื่อยกระดับฉนวนใยแก้วในเมืองไทยให้มีคุณสมบัติเทียบเท่ากลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเราคิดค้นผลิตภัณฑ์และเปิดวางจำหน่ายได้สำเร็จเป็นเจ้าแรกในอาเซียนและที่เดียวในประเทศไทย

สำหรับในประเทศไทยคาดการณ์อัตราการใช้งานฉนวนใยแก้วปลอดสารฟอร์มาลดีไฮด์ต่ำกว่า 5% อีกทั้งยังไม่มีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งแง่การใช้งาน ความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้ MicroWhite มีความแตกต่างจากฉนวนใยแก้วทั่วไป โดดเด่นตรงที่ผลิตจากสารธรรมชาติและไร้สารฟอร์มาลดีไฮด์ ขณะเดียวกันยังคงประสิทธิภาพการใช้งานของฉนวนใยแก้วอย่างครบครัน ทั้งการป้องกันความร้อน และการดูดซับเสียงได้อย่างดีเยี่ยม ที่สำคัญปลอดภัยต่อสุขภาพผู้อยู่อาศัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผ่านการทดลองและการันตีด้วยการรับรองมาตรฐานระดับโลก

ด้านเทรนด์สินค้ารักษ์โลกเริ่มมีความต้องการมากขึ้น ในขณะที่ปัจจุบันตลาดของฉนวนใยแก้วในเมืองไทย ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านความปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม บริษัท จึงเร่งสร้างการรับรู้ผลิตภัณฑ์ พร้อมเน้นการสร้างแบรนด์ การสร้างดีมานด์ รวมถึงเพิ่มประสบการณ์ที่แตกต่างให้แก่ลูกค้าตั้งแต่สถาปนิก ผู้ออกแบบ ผู้ก่อสร้าง และผู้อยู่อาศัยในประเทศไทย เชื่อมั่นมีการขยายตัวของยอดคำสั่งซื้อภายใน 2 ปี

'เราเน้นเจาะกลุ่ม Niche Market สร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้แก่ลูกค้า ด้วยสุนทรียภาพแห่งการใช้ชีวิต ที่ตอบโจทย์สุขภาพของทุกคนในครอบครัว ที่สำคัญจำหน่ายในราคาที่คนไทยจับต้องได้ หวังสนับสนุนผลิตภัณฑ์รักษ์โลกให้ขยายตลาดได้มากขึ้น' นางสาวศิรินทรา กล่าว

โดยที่ผ่านมาเริ่มทำตลาดแบบ B2B กับกลุ่มพาทเนอร์แล้ว ในขณะที่กลุ่ม B2C เจาะกลุ่มผู้อยู่อาศัย เริ่มสร้างการรับรู้และจดจำแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมาย ตั้งเป้า MicroWhite มียอดขาย 50 - 70 ล้านบาท ใน 2 ปีข้างหน้า พร้อมเดินหน้าพัฒนารูปแบบและช่องทางการสื่อสาร ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าสามารถติดต่อสอบถามได้สะดวกมากขึ้น คาดในอนาคตจะมีสินค้ารักษ์โลกใหม่ๆ ปล่อยสู่ตลาดต่อเนื่อง' นายศิริพงค์ กล่าวทิ้งท้าย

นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัว MicroWhite หรือฉนวนใยขาวสูตรใหม่ ปลอดสารฟอร์มาลดีไฮด์คุณสมบัติเทคโนโลยียุคใหม่ บนรูปลักษณ์ของความปลอดภัยทั้งต่อผู้อยู่อาศัย และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ โดยใช้สารยึดติดเส้นใยจากวัสดุชีวภาพหรือ Bio-based จากน้ำตาลฟรุคโตส ซึ่งเป็นสูตรที่ปราศจากการใช้สารฟอร์มาลดีไฮด์ในกระบวนการผลิต (Formaldehyde-free) ผ่านการรับรองและตรวจวัดค่าการระเหยของสารฟอร์มาลดีไฮด์จากห้องปฏิบัติการวิจัยระดับโลก (Intertek) อย่างเป็นทางการอีกด้วย

สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักของไมโครไฟเบอร์อุตสาหกรรม ยังคงเป็นฉนวนใยแก้วกันความร้อน ซึ่งได้รับความนิยมจากลูกค้าผู้ประกอบการต่างๆนำไปใช้ในการก่อสร้างที่อยู่อาศัยและอาคารต่างๆ ซึ่งมีการใช้อย่างแพร่หลาย และเป็นกลุ่มสินค้าที่มีผู้เล่นในตลาดน้อยราย ทำให้การแข่งขันในตลาดไม่รุนแรง แต่ปัจจุบันความต้องการใช้ของลูกค้าต่างๆมีความหลากหลายมากขึ้น ทำให้บริษัทมีการพัฒนาประสิทธิภาพของฉนวนใยแก้วกันความร้อนให้ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ประกอบกับกระแสของการรักษ์สิ่งแวดล้อมทำให้บริษัทมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ฉนวนใยแก้วกันความร้อนใหม่ๆออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับบริษัท

13
นานี่ อดีตสตาร์ผีแดงในวัย 35 ปี คัมแบ็กสู่เวทียุโรปได้อย่างสวยหรู หลังลงมาเป็นตัวสำรองแค่นาทีเดียว ก็จัดแอสซิสต์ให้เพื่อนพังประตูช่วยให้น้องใหม่ เวเนเซีย ไล่ตีเสมอ เอ็มโปลี 1-1 เซฟหนึ่งคะแนนในบ้าน พร้อมภาระกิจอยู่รอดในเซเรีย อา ฤดูกาลนี้ให้ได้

     นาที เพิ่งจะหมดสัญญากับ ออร์แลนโด้ ซิตี้ ทีมในเมเจอร์ลีก สหรัฐอเมริกา ก่อนย้ายมาร่วมทัพของ เวเนเซีย แบบไร้ค่าตัวด้วยสัญญาถึงสิ้น มิถุนายน ปี 2023 

     แม้เจ้าตัวจะได้ร่วมซ้อมกับทีมแค่ 2 แต่ก็มีชื่อเป็นตัวสำรองในเกมวันอาทิตย์ที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา ในเกม กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ซึ่งเจ้าถิ่น เวเนเซีย เปิด สตาดิโอ ปิแอร์ ลุยจิ เปนโซ่ รับการมาเยือนของ เอ็มโปลี 

     ช่วง 45 นาทีแรกสถานการณ์ของเจ้าบ้าน เวเนเซีย ตกเป็นรองหลังโดน ซีม่อน ซูร์คอฟสกี้ ดาวยิงชาวโปลซัดให้ เอ็มโปลี บุกมานำ 1-0 กระนั้นในช่วงครึ่งหลัง เปาโล ซาเน็ตติ เทรนเนอร์เวเนเซียตัดสินส่ง นานี่ ลงมาเป็นสำรองแทนจอมเก๋าอย่าง คริสเตียน โมลินาโร่ ในนาที 72 และเพียงแค่ไม่กี่วินาทีที่อยู่ในสนามปีกฝอยทองก็แผลงฤทธิ์เมื่อจัดแอสซิสต์ให้ เดวิด โอเคเรเก้ ยิงไล่เจ๊า 1-1 เข้าไป ก่อนจบเกมด้วยการแบ่งแต้มหยุดความพ่ายแพ้ไว้แค่ 2 เกมติดในลีก ทว่าก็ยังไม่ชนะทีมใดมา 5 เกมติดต่อกัน

     และสถานการณ์ของน้องใหม่ เวเนเซีย ยังต้องลุ้นหนีตกชั้นต่อไป แม้จะอยู่อันดับ 17 เหนือโซนตกชั้นแค่ 2 คะแนน แต่โปรแกรมหนักเหลือเกินซึ่งเกมหน้าพวกเขาต้องบุกไปเยือน "จ่าฝูง" อินเตอร์ มิลาน
 

15

นายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ กรรมการผู้อำนวยการสายธุรกิจโทรทัศน์ บมจ.บีอีซี เวิลด์ (BEC) เปิดเผยว่า บริษัทเปิดตัวธุรกิจเพลง ด้วยการส่งนักแสดงที่มีศักยภาพทางด้านเพลงขึ้นแท่นเป็นศิลปินเพลงเต็มตัว ประเดิมคนแรกคือ แต้ว "ณฐพร เตมีรักษ์

"การต่อยอดนักแสดงของช่อง 3 เข้าสู่วงการเพลงนั้น เป็นหนึ่งในแผนที่เราได้วางไว้ในปีนี้ โดยช่อง 3 เองก็มีนักแสดงที่มีศักยภาพอยู่หลายคน แต่ละคนก็มีความสามารถที่แตกต่างกันไป หนึ่งในนั้นคือการเป็นศิลปินเพลง โดยศิลปินเบอร์แรกที่จะเปิดตัว คือ แต้ว ณฐพร เตมีรักษ์ ซึ่งมองเห็นแล้วว่า แต้วเป็นนักแสดงที่มีศักยภาพสูงทั้งในด้านการแสดงที่สามารถเข้าถึงบทบาทได้อย่างหลากหลาย และยังเป็นนักแสดงที่มีความสามารถด้านการร้องเพลงและการเต้น และมีความพร้อมที่จะขึ้นแท่นเป็นศิลปินเบอร์แรก ในชื่ออัลบั้ม BABYBOO"
นอกจากนี้ช่อง 3 ก็มีศักยภาพที่พร้อมใช้ทั้งทั้งสื่อโทรทัศน์ และสื่อโซเชี่ยลมีเดียทั้งของสถานีและทุกแพลตฟอร์ม รวมถึงสื่อวิทยุที่จะเผยแพร่ผลงานนี้ให้เข้าถึงกลุ่มผู้ชมและผู้ฟังได้อย่างทั่วถึงอย่างแน่นอน

Pages: [1] 2 3 ... 37